หลังเหตุแผ่นดินไหว เขาได้ทบทวนเส้นทางชีวิต และเดินทางสู่คุมาโนะโดยอาศัยความช่วยเหลือจากเพื่อน
— กรุณาเล่าที่มาและแรงบันดาลใจในการย้ายถิ่นฐาน
ผมอาศัยอยู่ที่โอซาก้าจนถึงชั้นประถมปีที่ 5 ก่อนจะย้ายไปนาราตามงานของพ่อ ตอนอยู่โอซาก้า สภาพแวดล้อมรอบตัวแทบไม่มีภูเขาหรือธรรมชาติ แต่ที่นารา ธรรมชาติอยู่ใกล้ตัวมากขึ้น และนั่นทำให้ผมเริ่มชอบธรรมชาติ
ตอนเรียนมัธยม ผมมักวาดภาพที่มีต้นไม้เป็นแรงบันดาลใจ และตั้งแต่นั้นมาก็สนใจธรรมชาติมาโดยตลอด
ครอบครัวของผมทำร้านอิซากายะ ก่อนมาที่โคดาคุมิ ผมช่วยงานที่บ้าน ทำทุกอย่างตั้งแต่บริการลูกค้าจนถึงทำอาหาร แต่ลึก ๆ แล้ว ผมมีความรู้สึกว่าอยากลองทำงานที่เกี่ยวข้องกับธรรมชาติ
เหตุการณ์แผ่นดินไหวครั้งใหญ่ในปี 2011 กลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผมทบทวนชีวิต และตัดสินใจย้ายมาอยู่ที่นี่

— ทำไมจึงเลือกโคดาคุมิและงานเผาถ่าน
ผมมาเยี่ยมเพื่อนที่เผาถ่านบินโชตันอยู่ในพื้นที่นี้ และได้เห็นทั้งการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างใกล้ชิด หลังจากมาหลายครั้ง ผมก็เริ่มหลงใหลในวิถีชีวิตของครอบครัวเขาที่ดำเนินไปท่ามกลางธรรมชาติ
ผมคิดว่าอยากมีครอบครัวแบบนั้นบ้าง และเมื่อบอกว่าอยากเป็นช่างเผาถ่าน เพื่อนก็ยินดีรับผมไว้
ผมจึงย้ายมาที่โคดาคุมิพร้อมภรรยา และสร้างเตาเผาถ่านด้วยตัวเอง โดยเรียนรู้จากเพื่อน

เสน่ห์และความท้าทายของการผลิตคิชูบินโชตันซึ่งเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิม
— หลังจากได้ทำงานเผาถ่านจริงแล้ว รู้สึกอย่างไร
ผมรู้สึกทุกวันว่างานนี้เป็นงานที่หนักมาก โดยเฉพาะการจัดหาไม้ “อุบาทาเมะกาชิ” ซึ่งเป็นวัตถุดิบหลัก ถือเป็นความท้าทายที่สุด
ไม้ที่ใช้ต้องมีอายุประมาณ 20–40 ปี การหาไม้เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องพูดคุยกับเจ้าของป่า ยื่นขออนุญาตตัด และต้องใช้เวลาในการรออนุมัติ
— จำนวนต้นไม้ชนิดนี้ลดลงหรือไม่
ผมคิดว่าสาเหตุหนึ่งมาจากการตัดมากเกินไปจนความสามารถในการฟื้นตัวลดลง
แทนที่จะตัดจนหมด ผมคิดว่าควรเหลือส่วนหนึ่งไว้เพื่อรักษาพลังชีวิตของป่าและความสมดุลของธรรมชาติ
เช่น หากมีหน่อขึ้นมา 6 ต้นจากตอเดียว ผมจะเหลือไว้ 2 ต้น เพื่อให้เติบโตต่อและส่งต่อชีวิตไปยังรุ่นถัดไป แม้จะยังไม่เห็นผลในทันที แต่นี่คือแนวคิดที่ผมพยายามทำเพื่อช่วยฟื้นฟูป่า
— อะไรคือเสน่ห์ของการเผาถ่านในพื้นที่นี้
เมื่อประมาณ 50 ปีก่อน บ้านเกือบทั้งหมดทางตอนเหนือของโคดาคุมิยังทำการเผาถ่านอยู่ พื้นที่นี้จึงเป็นแหล่งสำคัญของการผลิตบินโชตัน
โคดาคุมิยังถือเป็นหนึ่งในพื้นที่ต้นกำเนิดของบินโชตัน และมีเรื่องเล่าว่าช่างฝีมือจากที่นี่ได้นำเทคนิคไปเผยแพร่ยังเมืองมินาเบะ
การได้ทำงานในดินแดนเช่นนี้ ทำให้ผมรู้สึกว่ามีความหมายอย่างยิ่ง

ท่ามกลางธรรมชาติอันอุดมสมบูรณ์ เขายังคงเดินหน้าท้าทายตนเอง โดยให้ความสำคัญกับการ “สร้างสรรค์”
— ตอนย้ายมาใหม่ คุณทำอย่างไรเพื่อปรับตัวเข้ากับชุมชน
ชาวบ้านต้อนรับผมอย่างอบอุ่นมาก สิ่งที่ผมพยายามทำคือเข้าร่วมกิจกรรมส่วนรวมของหมู่บ้าน เช่น การทำความสะอาดวัด ศาลเจ้า และการลอกคูน้ำชลประทาน
การออกไปพบปะและพูดคุยกับชาวบ้านเป็นสิ่งสำคัญ หากอยู่แต่ในบ้าน คนรอบข้างก็อาจสงสัยได้ การเข้าหาด้วยตนเองทำให้ชุมชนเปิดใจรับเรา
— การเลี้ยงลูกในพื้นที่นี้มีข้อดีและความท้าทายอย่างไร
ลูกชายของผมอยู่ชั้นประถมปีที่ 2 และไปโรงเรียนด้วยรถรับส่ง เนื่องจากชั้นเรียนมีนักเรียนน้อย ครูจึงดูแลได้อย่างทั่วถึง ซึ่งทำให้รู้สึกอุ่นใจ
อย่างไรก็ตาม เด็กวัยเดียวกันที่อยู่ใกล้บ้านมีไม่มาก โอกาสในการเล่นกับเพื่อนจึงค่อนข้างจำกัด
แต่เมื่อเทียบกับวัยเด็กของผมที่พ่อแม่ทำร้านอาหาร ตอนนี้ผมมีเวลาอยู่กับครอบครัวมากขึ้น งานของผมไม่ต้องทำดึก ทำให้สามารถใช้ชีวิตเป็นจังหวะปกติและทานอาหารพร้อมหน้ากัน ซึ่งผมรู้สึกถึงคุณค่าอย่างมาก

— หลังจากอยู่มา 10 ปี และยังต้องลองผิดลองถูกอยู่ คุณมองอนาคตอย่างไร
แม้จะมีความยากลำบาก แต่การย้ายมาที่นี่ทำให้ทั้งร่างกายและจิตใจสมดุลขึ้น ตอนนี้ผมอายุ 50 ปีแล้ว และรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่ที่จุดเริ่มต้นใหม่อีกครั้ง
เมื่อได้อาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ธรรมชาติอุดมสมบูรณ์ ผมอยากให้ความสำคัญกับการสร้างสิ่งต่าง ๆ ด้วยตัวเอง ไม่ว่าจะเป็นการเผาถ่าน การวาดภาพ หรือการปลูกผักในสวน
ผมอยากยกระดับคุณค่าของแบรนด์บินโชตันจากคุมาโนะ เพิ่มโอกาสในการจัดนิทรรศการภาพวาด และเปิดแกลเลอรีที่บ้านชื่อ “mahoraja” อย่างสม่ำเสมอ
หากไม่ลงมือทำ ก็จะไม่มีอะไรเริ่มต้นขึ้น อย่างน้อยในอีก 10 ปีข้างหน้า ตราบใดที่ร่างกายยังไหว ผมอยากท้าทายสิ่งใหม่ ๆ ต่อไป
Instagram: mahoraja
กรุณาตรวจสอบวันเปิดแกลเลอรี “mahoraja” ทาง Instagram